ดอกเบี้ยเงินกู้เกิน 15% ต่อปี ผลเป็นอย่างไร
เรียบเรียงโดยทีมงาน Sakao เป็นข้อมูลทั่วไป ยังไม่ผ่านการตรวจโดยทนายความ • อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569
คำตอบสั้น
การกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ถ้ากำหนดเกินก็ให้ลดลงมาเป็น 15% ต่อปี นอกจากนี้การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรายังอาจเป็นความผิดตามกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา และแนวคำพิพากษาถือว่าดอกเบี้ยที่คิดเกินตกเป็นโมฆะ ผู้ให้กู้คงเรียกได้เพียงเงินต้น การกู้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจะใช้เกณฑ์ต่างออกไป
กฎหมายกำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ไว้เท่าไร?
สำหรับการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 วางหลักว่า ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี หากในสัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่านั้น กฎหมายให้ลดลงมาเหลือร้อยละ 15 ต่อปี ตัวเลข 15% ต่อปีจึงเป็นเพดานสำคัญที่ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้ต้องรู้ เพื่อไม่ให้ตกลงกันในอัตราที่ขัดต่อกฎหมาย
ข้อสังเกตคือ เพดาน 15% ต่อปีนี้ใช้กับการกู้ยืมระหว่างบุคคลทั่วไป ส่วนการกู้จากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร หรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะและการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย จะใช้อัตราตามที่กฎหมายเฉพาะและประกาศที่เกี่ยวข้องกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างจากเพดาน 15% ดังนั้นการพิจารณาว่าอัตราใดชอบด้วยกฎหมาย ต้องดูด้วยว่าเป็นการกู้ประเภทใด
คิดดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี มีผลอย่างไร?
เมื่อผู้ให้กู้ที่เป็นบุคคลทั่วไปคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ผลตามแนวคำพิพากษาโดยทั่วไปคือ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยส่วนนั้นตกเป็นโมฆะ ทำให้ผู้ให้กู้ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ และในหลายกรณีศาลถือว่าเรียกดอกเบี้ยไม่ได้เลย คงเรียกได้เพียงต้นเงินที่ให้กู้ไปจริงเท่านั้น
นอกจากผลทางแพ่งแล้ว การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรายังอาจเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมีโทษสำหรับผู้ให้กู้ที่เรียกดอกเบี้ยเกินกำหนด สำหรับผู้กู้ หากพบว่าถูกคิดดอกเบี้ยเกิน ควรเก็บหลักฐานสัญญาและการชำระไว้ และปรึกษาทนายเพื่อประเมินสิทธิ การทำสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นด้วยแบบฟอร์มของ Sakao ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้
ผู้กู้และผู้ให้กู้ควรระวังอะไรเรื่องดอกเบี้ย?
ฝ่ายผู้ให้กู้ควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่ให้เกินเพดานที่กฎหมายอนุญาต และระบุให้ชัดในสัญญาว่าคิดดอกเบี้ยอัตราเท่าใดต่อปี การพยายามเลี่ยงด้วยการบวกดอกเบี้ยเข้าไปในต้นเงินหรือใช้ถ้อยคำอำพราง อาจถูกศาลพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงและตกเป็นโมฆะได้เช่นกัน ความโปร่งใสจึงเป็นผลดีต่อผู้ให้กู้เองในระยะยาว
ฝ่ายผู้กู้ควรอ่านสัญญาให้ละเอียด ตรวจอัตราดอกเบี้ยและวิธีคำนวณก่อนลงนาม หากถูกเรียกดอกเบี้ยที่ดูสูงผิดปกติ ควรคำนวณย้อนกลับเป็นอัตราต่อปีเพื่อดูว่าเกิน 15% หรือไม่ และเก็บหลักฐานการจ่ายทุกครั้ง กรณีสงสัยว่าถูกคิดเกินหรือถูกเอาเปรียบ การปรึกษาทนายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้เข้าใจสิทธิและทางเลือกของตนได้ชัดเจนขึ้น
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
สร้างเอกสารเหล่านี้ออนไลน์ กรอกข้อมูลแล้วดาวน์โหลด PDF ได้ทันที
สัญญากู้ยืมเงินระหว่างบุคคล ครอบคลุมจำนวนเงิน ดอกเบี้ย กำหนดชำระ และหลักประกัน (ถ้ามี)
ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 982-986 มีรายการครบตามกฎหมายตั๋วเงิน ระบุจำนวนเงิน สถานที่ใช้เงิน และวันถึงกำหนด
คำถามที่พบบ่อย
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือสินเชื่อธนาคารเกิน 15% ผิดไหม?
การกู้จากสถาบันการเงินอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะและการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงใช้อัตราตามประกาศที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ยึดเพดาน 15% ต่อปีแบบการกู้ระหว่างบุคคลทั่วไป
ถ้าจ่ายดอกเบี้ยเกิน 15% ไปแล้ว ขอคืนได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและแนวคำพิพากษา บางกรณีดอกเบี้ยที่จ่ายเกินอาจถูกนำไปหักกับต้นเงิน ควรเก็บหลักฐานการชำระและปรึกษาทนายเพื่อประเมินสิทธิเป็นรายกรณี
สัญญาเขียนดอกเบี้ยเกิน 15% สัญญาเป็นโมฆะทั้งฉบับไหม?
โดยทั่วไปส่วนที่ตกเป็นปัญหาคือข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย ไม่ใช่ทั้งสัญญา หนี้ต้นเงินยังมีผลให้เรียกคืนได้ แต่รายละเอียดผลของดอกเบี้ยควรตรวจสอบกับทนายตามข้อเท็จจริง
ตกลงดอกเบี้ยกันด้วยวาจา ใช้บังคับได้ไหม?
การพิสูจน์ดอกเบี้ยที่ตกลงด้วยวาจาทำได้ยากและมีความเสี่ยง ควรระบุอัตราดอกเบี้ยเป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญากู้ให้ชัด เพื่อความชัดเจนและลดข้อพิพาท
อ้างอิงทางกฎหมาย
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 (ห้ามคิดดอกเบี้ยกู้ยืมเกินร้อยละ 15 ต่อปี ถ้ากำหนดเกินให้ลดลงเป็นร้อยละ 15 ต่อปี)
- พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา (ความผิดและโทษของการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด)
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาทนายความ
ดูคู่มือทั้งหมด