จ้างแรงงาน กับ จ้างทำของ ต่างกันอย่างไร
เรียบเรียงโดยทีมงาน Sakao เป็นข้อมูลทั่วไป ยังไม่ผ่านการตรวจโดยทนายความ • อัปเดตล่าสุด 9 กรกฎาคม 2569
คำตอบสั้น
จ้างแรงงาน (ป.พ.พ. มาตรา 575) คือการที่ลูกจ้างทำงานให้นายจ้างตามคำสั่งและอยู่ในความควบคุม โดยได้สินจ้างตามระยะเวลา จึงเข้าข่ายกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม ส่วนจ้างทำของ (ป.พ.พ. มาตรา 587) คือผู้รับจ้างรับทำงานให้สำเร็จโดยอิสระ มุ่งที่ผลสำเร็จของงานและได้สินจ้างเมื่องานเสร็จ ไม่ถือเป็นลูกจ้าง ความต่างนี้ส่งผลต่อค่าชดเชย ประกันสังคม และการหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงต้องเลือกใช้สัญญาให้ตรงกับความสัมพันธ์จริง
จ้างแรงงานกับจ้างทำของ นิยามต่างกันอย่างไร?
จ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 คือสัญญาที่บุคคลหนึ่ง (ลูกจ้าง) ตกลงทำงานให้แก่อีกบุคคลหนึ่ง (นายจ้าง) และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ลักษณะเด่นคือ นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชา สั่งงาน ควบคุมวิธีการทำงาน และจ่ายค่าจ้างตามระยะเวลา เช่น รายวันหรือรายเดือน ความสัมพันธ์นี้จึงเป็นความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง
ส่วนจ้างทำของตามมาตรา 587 คือสัญญาที่ผู้รับจ้างตกลงทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จแก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น จุดต่างสำคัญคือ จ้างทำของมุ่งที่ “ผลสำเร็จของงาน” ไม่ใช่ระยะเวลาทำงาน ผู้รับจ้างมีอิสระในการทำงานตามความชำนาญของตน ไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาแบบลูกจ้าง และมักได้รับสินจ้างเมื่อส่งมอบงานที่เสร็จแล้ว เช่น งานฟรีแลนซ์หรืองานที่จ้างเป็นชิ้น
ความต่างนี้ส่งผลต่อสิทธิและภาระอะไรบ้าง?
ความแตกต่างระหว่างจ้างแรงงานกับจ้างทำของไม่ใช่แค่เรื่องถ้อยคำ แต่ส่งผลจริงหลายด้าน ด้านกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงานได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เช่น ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง วันหยุด วันลา และเข้าระบบประกันสังคม ขณะที่ผู้รับจ้างทำของโดยทั่วไปไม่ได้รับความคุ้มครองในฐานะลูกจ้าง เพราะไม่ใช่ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง
ด้านภาษี การจ่ายเงินให้ลูกจ้างและผู้รับจ้างทำของมีวิธีคิดภาษีเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ต่างกัน จึงควรจัดประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง ที่สำคัญคือ ศาลและหน่วยงานจะพิจารณาจาก “ข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์” เป็นหลัก ไม่ใช่แค่ชื่อสัญญา หากตั้งชื่อว่าจ้างทำของแต่พฤติการณ์จริงเป็นการควบคุมบังคับบัญชาแบบลูกจ้าง ก็อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นจ้างแรงงานได้ ดังนั้นควรเลือกใช้สัญญาให้ตรงกับความเป็นจริง
จะเลือกใช้สัญญาแบบไหนให้ถูกต้อง?
หลักในการเลือกคือดูที่ความสัมพันธ์จริงระหว่างคู่สัญญา หากต้องการให้บุคคลมาทำงานประจำภายใต้การบังคับบัญชา ควบคุมเวลาและวิธีการทำงาน จ่ายเป็นเงินเดือน ก็ควรใช้สัญญาจ้างงาน (จ้างแรงงาน) แต่หากต้องการจ้างให้ทำงานเป็นชิ้นหรือโครงการโดยมุ่งผลสำเร็จ ผู้รับจ้างมีอิสระในการทำงานและรับผิดชอบผลงาน ก็ควรใช้สัญญาจ้างทำของหรือสัญญาฟรีแลนซ์
การใช้สัญญาให้ตรงประเภทช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและภาษีของทั้งสองฝ่าย รวมถึงกำหนดสิทธิหน้าที่ได้ชัดเจน เช่น ขอบเขตงาน การจ่ายเงิน และความรับผิดในผลงาน ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้แบบฟอร์มสัญญาจ้างงานสำหรับพนักงานประจำ และสัญญา Freelancer/Contractor สำหรับงานจ้างทำของของ Sakao เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะความสัมพันธ์จริง และมีเอกสารรองรับเมื่อเกิดข้อพิพาท
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
สร้างเอกสารเหล่านี้ออนไลน์ กรอกข้อมูลแล้วดาวน์โหลด PDF ได้ทันที
สัญญาจ้างงานสำหรับพนักงานประจำ ครอบคลุมเงื่อนไขการจ้าง เงินเดือน สวัสดิการ และเงื่อนไขการเลิกจ้าง
สัญญาจ้างงานฟรีแลนซ์ ครอบคลุมขอบเขตงาน ค่าจ้าง ลิขสิทธิ์ผลงาน และเงื่อนไขการจ่ายเงิน
คำถามที่พบบ่อย
จ้างฟรีแลนซ์ ต้องเข้าประกันสังคมให้ไหม?
โดยทั่วไปงานจ้างทำของ/ฟรีแลนซ์ที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง ไม่เข้าระบบประกันสังคมแบบลูกจ้าง แต่ต้องดูข้อเท็จจริงจริง หากพฤติการณ์เป็นการควบคุมแบบลูกจ้าง อาจถูกวินิจฉัยเป็นจ้างแรงงานได้
ตั้งชื่อสัญญาว่า “จ้างทำของ” แล้วเลี่ยงกฎหมายแรงงานได้ไหม?
ไม่ได้เสมอไป เพราะการวินิจฉัยดูที่ข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์เป็นหลัก ไม่ใช่ชื่อสัญญา หากจริง ๆ เป็นการบังคับบัญชาแบบลูกจ้าง ก็อาจถือเป็นจ้างแรงงานและมีภาระตามกฎหมายแรงงาน
ผู้รับจ้างทำของได้ค่าชดเชยเมื่อเลิกสัญญาไหม?
ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นสิทธิของลูกจ้าง ผู้รับจ้างทำของโดยทั่วไปไม่ใช่ลูกจ้างจึงไม่ได้ค่าชดเชยส่วนนี้ แต่สิทธิตามสัญญาจ้างทำของ เช่น ค่าจ้างงานที่ทำแล้ว ยังเป็นไปตามที่ตกลง
หักภาษี ณ ที่จ่ายจ้างทำของกับจ้างแรงงานต่างกันไหม?
ต่างกัน เพราะจัดเป็นเงินได้คนละประเภทและมีวิธีคำนวณภาษีต่างกัน ควรจัดประเภทเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี/ภาษี
อ้างอิงทางกฎหมาย
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 (นิยามสัญญาจ้างแรงงาน: ลูกจ้างทำงานให้ นายจ้างให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 (นิยามสัญญาจ้างทำของ: ผู้รับจ้างทำงานให้สำเร็จ ผู้ว่าจ้างให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงาน)
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (ความคุ้มครองที่ใช้กับความสัมพันธ์จ้างแรงงาน)
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาทนายความ
ดูคู่มือทั้งหมด